วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

ละลุ








ที่ตั้ง

ละลุ ตั้งอยู่ใกล้บ้านคลองยาง-บ้านหนองผักแว่น ตำบลทับราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว หรืออยู่ห่างจากตัวจังหวัดสระแก้วไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 40 กิโลเมตร การเดินทางเข้าสู่พื้นที่ค่อนข้างสะดวก เป็นถนนลาดยางแอสฟัลต์โดยตลอด จากจังหวัดสระแก้ว ใช้เส้นทางหมายเลขที่ 33 (สระแก้ว-อรัญประเทศ) ถึงอำเภออรัญประเทศแล้วใช้เส้นทางหมายเลขที่ 348 (อรัญประเทศ-อำเภอตาพระยา) เลี้ยวซ้ายมือเข้าสู่เส้นทางหมายเลข 3393 จะถึงหมู่บ้านโคคลานแล้วไปตามเส้นทาง ร.พ.ช.อีกประมาณ 19 กิโลเมตรเศษ จึงถึงหมู่บ้านหนองผักแว่น-บ้านคลองยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งบริเวณที่เรียกกันว่า "ละลุ"
ลักษณะของแหล่งละลุ เป็นภาษาเขมรแปลว่าแผ่นดินทะลุ อาจจะหมายถึงแผ่นดินที่ยุบตัวลงไป ซึ่งชาวบ้านก็ใช้ศัพท์นี้เรียกขานกันต่อ ๆ มา ละลุเป็นลักษณะของภูมิประเทศที่ถูกกัดเซาะจนเป็นหน้าผาเตี้ยที่มีหลืบ มีร่อง มียอดแหลม หรือเป็นแท่ง บ้างโผล่พ้นพื้นดินบนลานโล่งเรียบ คล้ายเป็นเจดีย์ เป็นดอกเห็ด เป็นจอมปลวก สูงต่ำไม่เท่ากัน สลับเรียงรายกันเป็นหย่อมๆ บริเวณที่ตั้งของละลุคล้ายเป็นท้องกระทะที่มีขนาดความกว้างประมาณ 200 เมตร และมีความยาวประมาณ 200 เมตร โดยทั่วไปแล้ววัดจากพื้นจนถึงส่วนบนสุด ที่เป็นหน้าผาจะมีความสูงไม่เกิน 5 เมตร (ซึ่งถือว่ามากสุด) เมื่อเปรียบเทียบลักษณะทั่ว ๆ ไปแล้ว มลักษณะเหมือนภูมิประเทศของแพะเมืองผี ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ ในภาคเหนือ


ธรณีวิทยา

หมู่บ้านคลองยาง-บ้านหนองผักแว่น เป็นพื้นที่หุบเขา ที่มีแนวยาวทางทิศตะวันออก-ตะวันตก ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูงประมาณ 400-500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยด้านเหนือ ด้านใต้ และด้านตะวันตกเป็นเทือกเขา ส่วนด้านตะวันออก เป็นด้านที่เปิดออกเป็นช่องทางให้ลำน้ำสายใหญ่ ซึ่งเป็นลำน้ำแบบธารประสานสายและลำน้ำสายเล็กไหลลงมาจากพื้นที่ภายในเทือกเขาโดยรอบ มาบรรจบกันแล้วไหลออกไป พื้นที่ภูเขาเป็นหินในกลุ่มหินโคราชตอนล่าง คือหมวดหินภูกระดึง และหมวดหินพระวิหาร เป็นหินที่สะสมตัวในยุคจูแรสซิกมีอายุประมาณ 170-150 ล้านปี หินเหล่านี้จะเป็นต้นกำเนิดของตะกอนที่เกิดจากการกัดเซาะและกัดกร่อนโดยกระบวนการทางธรรมชาติแล้วถูกพัดพาโดยธารน้ำไหล มาสะสมตัวในบริเวณแอ่งบ้านคลองยาง-หนองผักแว่น ในช่วงยุคควอเทอร์นารีหรือที่เรียกว่า ยุคปัจจุบันจากลักษณะของตะกอนที่ปรากฏให้เห็น เป็นชั้นตะกอนที่มีความหนาทั้งหมดประมาณ 4.5-5 เมตร ประกอบด้วยชั้นตะกอน 4 ชั้น ชั้นล่างสุดเป็นชั้นของตะกอนเม็ดละเอียดขนาดทรายละเอียดถึงทรายแป้งปนด้วยชั้นดินเหนียว สีน้ำตาลและน้ำตาลอมเหลืองไม่แสดงลักษณะชั้น การประสานตัวของเม็ดตะกอนยังไม่ดี แตกร่วนได้ง่าย ชั้นนี้มีความหนา 30 เซนติเมตร ชั้นที่สองเป็นชั้นกรวดขนาดเล็ก ขนาดเม็ดกรวดโดยเฉลี่ยประมาณ 0.2-0.5 มิลลิเมตร ส่วนใหญ่เป็นกรวดของควอรตซ์สีขาวหรือใส หินเชิร์ตสีเทาดำ หินทรายสีน้ำตาล และเม็ดกรวดลูกรัง แสดงลักษณะการจัดเรียงขนาดเป็นแบบเม็ดเล็กเรียงตัวขึ้นไปเป็นเม็ดใหญ่ ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างน้อย 3 ช่วง ชั้นนี้มีความหนาระหว่าง 30-50 เซนติเมตร ชั้นที่สามเป็นชั้นทรายที่ค่อนข้างละเอียดปนดินเหนียวสีน้ำตาลเข้ม แทรกด้วยชั้นทรายแป้งที่มีเม็ดกรวดเป็นเม็ดของศิลาแลงหรือลูกรังซึ่งมีเนื้อแข็งเม็ดกลมสีน้ำตาลเข้มขนาดเล็กประมาณ 0.3 มิลลิเมตร ปะปนอยู่ค่อนข้างมาก และมีก้อนดินกลมที่มีสารปูนสีขาวเคลือบ ทำปฏิกิริยากับกรดเกลือเป็นฟองฟู่ หินทรายแป้งแทรกด้วยชั้นกรวดนี้มีความหนาอยู่ในช่วง 2-4 เมตร แล้วแต่บริเวณ โดยเฉพาะด้านเหนือหนากว่าด้านใต้ ชั้นบนสุดมีความหนาระหว่าง 10-30 เซนติเมตรเป็นชั้นดินที่มีเศษไม้ และรากไม้ปะปน


การเกิด

จากผลของกระบวนการเปลี่ยนแปลงธรณีสันฐานของเปลือกโลกในอดีต ทำให้พื้นที่บ้านคลองยาง บ้านหนองผักแว่นและบริเวณโดยรอบ เกิดลักษณะเป็นแอ่งที่ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาโดยมีเขาสะแกกรอง เขาพรานนุช ในด้านเหนือ เขาห้วยชัน เขาทะลาย ในด้านตะวันตก และเขาคันนาในด้านใต้ น้ำฝนที่ตกลงมาก่อให้เกิดเป็นทางน้ำและลำธารขึ้นในบริเวณเทือกเขาเหล่านี้ สายน้ำได้กัดเซาะชั้นหินจากเทือกเขาให้ผุพัง และพัดพาเอาตะกอนดังกล่าวเข้ามาสะสมตัวในแอ่งซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำระหว่างเทือกเขา พื้นที่บริเวณบ้านคลองยางถึงบ้านหนองผักแว่นเป็นที่รวมของตะกอนน้ำพาจากทางน้ำสายเล็กหลายสาย เช่น ห้วยยาง ห้วยอีลาย ห้วยชัน เป็นการพัดพาเอาตะกอนมาจากทางทิศตะวันตก ไปสู่ทิศตะวันออกตามความลาดเอียงของพื้นที่ ลักษณะของชั้นตะกอนที่สะสมตัวในแอ่งเกิดของละลุพบตะกอนชั้นล่างเป็นตะกอนที่เกิดจากการผุพังของหินดินดานและหินทรายแป้งเป็นส่วนใหญ่ตะกอนมีดินเหนียวปะปนอยู่มาก บ่งชี้ให้เห็นว่าภูมิอากาศในขณะนั้นเป็นภูมิอากาศแบบชุ่มชื้น ทำให้เกิดการผุพังทางเคมีสูง ตะกอนในระดับที่สูงขึ้นมีชั้นตะกอนเม็ดหยาบสลับกับเม็ดละเอียด จนเป็นขนาดทรายแป้งในชั้นบน และไม่แสดงชั้น รูปแบบของการสะสมตัวชนิดนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นการสะสมตัวโดยทางน้ำ การสะสมตัวที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานต่อเนื่องกัน ทำให้ได้ชั้นตะกอนในแอ่งหนาเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ แอ่งตื้นเขินขึ้น ทางน้ำลดระดับลง เกิดเป็นตะพักลุ่มน้ำสองข้างของห้วยยางซึ่งเป็นลำน้ำใหญ่สุดในพื้นที่นี้ การสะสมตัวของตะกอนเหล่านี้ น่าจะเกิดขึ้นในสมัยไพลสโตซีน หลังจากนั้น บริเวณพื้นผิวแอ่งสะสมตัวจะมีต้นไม้ขึ้นปกคลุม ภูมิอากาศน่าจะเป็นแบบอบอุ่นสลับกับแห้งแล้ง น้ำจากผิวดินที่ซึมลงไป ระดับน้ำบาดาลที่แปรเปลี่ยน ทำให้เกิดเม็ดศิลาแลงและลูกรังปะปนอยู่ในชั้นตะกอนชั้นบน ต่อมาเกิดกระบวนการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกอีกครั้งหนึ่ง ทำให้พื้นที่ราบในบริเวณนี้เกิดรอยแตกและรอยเลื่อนหลายทิศทาง รอยแตกเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้ชั้นตะกอนแตกออกเป็นแนวยาวทำให้น้ำซึมผ่านได้ง่าย ในที่สุดชั้นตะกอนจะถูกกัดเซาะให้เป็นทางน้ำไหล ต่อมา สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนเป็นแบบฝนตกชุก น้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องมีปริมาณมากและ รุนแรง กระแสน้ำที่ค่อนข้างแรงนี้ ได้กัดเซาะพื้นที่สะสมตะกอนซึ่งอยู่ใกล้กับเชิงเขาให้สึกกร่อนอย่างรวดเร็ว การกัดเซาะในแนวราบจะทำให้ชั้นตะกอนแตกหลุดไป กลายเป็นพื้นที่ราบ ส่วนการกัดเซาะในแนวดิ่ง จะทำให้ส่วนที่หลงเหลืออยู่มีลักษณะเป็นหลืบ เป็นหน้าผา การวิวัฒนาการของเหตุการณ์เหล่านี้สันนิษฐานว่า น่าจะเกิดในช่วงเวลาประมาณ 10,000-30,000 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบัน ชั้นตะกอนส่วนที่เหลือซึ่งมีรูปร่างต่างๆ กันไปตามระดับความทนทานต่อการกัดเซาะ จึงได้รับการเรียกขานตามจินตนาการของชาวบ้านในละแวกนั้น ว่า แผ่นดินทะลุ หรือ ละลุ













เชิญแสดงความคิดเห็นด้ายล่างค่ะ
เด๋วไปเม้นกลับ
ขอบคุณค่ะ

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551

กล้วยไม้.........



ป ร ะ วั ติ ก ล้ ว ย ไ ม้ ไ ท ย ......


กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและ สีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ ของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้ายไม้ เลี้ยงต้นกล้ายไม้จนกระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเอง แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็นอาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของกล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มี ลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา




การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย






จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงามของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ไกล้ๆ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวันตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดาข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ที่หายากและมีราคาแพง
หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย
การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการกล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัดต่างๆ

ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัยกล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวงแคบอีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการนำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จากพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่า และลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดี
ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วยไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วยไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ
ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา




++พันธุ์กล้วยไม้ ++


แว่นด้า




แคทริยา





สายน้ำผึ้ง




แปรงสีฟัน



เหลืองจันทบูน




เมี่ยงกิ่งดำ





เอื้องหมาด




เอื้องพร้าว




เอื้องสายน้ำนม




เอื้องม่อนไข่





ผึ้งจิ้ว




เอื้องผึ้ง




ช้างกระ





ช้างแดง



ช้างส้ม



ช้างพลาย









ช้างเผือก

ที่มา:http://www.tjorchid.th.gs/








เชิญแสดงความคิดเห็นด้านล่างค่ะ


ขอบคุณล่วงหน้า +++++++++






วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แนะนำตรัวหง่ะ



ข้าพเจ้ามีนามว่า นางสาวสุพัตรา กันเมฆ

เชื่อเล่น.....แอ๋ว

อายุ 18 ขวบ

เกิด 13 มีนาคม 2533

ที่อยู่ 68/6 ต.ทัพไทย อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

การศึกษา:จบปวช. เอกการตลาด

มาจาก รร.ตาพระยา

ปันจุบันเรียนยุที่ มรภ.ราชนครินทร์

คณะครุศาตร์ เอกสังคมศึกษา ปี 1

นิสัย:ร่าเริง ชอบนุกนาน โคตรฮา

อีเมล์:it.supattra19@gmail.com,supattra_aew@hotmail.co

<<<<<<<<<<KAAEWJA>>>>>>>>>>>>

ดีใจได้พบเพื่อน แม้ลางเลือนเรื่องครั้งก่อน

ความรักความอาทร ยังแน่นอนและแน่ใจ

ห่างหายกันหลายปี เจอกันทีก็ดีใจ

เจอแล้วก็จากไป แต่อย่างไร..เราเพื่อนกัน

พบเจอทางที่ค้น แต่ละคนแต่ละฝัน

หลายทางหนึ่งสัมพันธ์ คือนิรันดร์..คือย้ำเตือน

เคยเล่นเคยหยอกล้อ เคยงอนง้อ..เคยเป็นเพื่อน

กี่วันกี่ปีเดือน ยังคงเหมือนเคยอยู่ดี

อยากพบอยากทายทัก อยากหยุดพัก ณ ยามนี้

กาลหมุนทุกนาที ทางที่มี..เริ่มห่างกัน

นานแล้วกว่าได้พบ ไม่อยากจบ..ด้วยหมางเมิน

รู้ไหมนานเหลือเกิน กว่าทางเดินเชื่อมถึงกัน

ขอคุยขออีกนิด เพื่อนสนิท..อย่าลืมฉัน

สัญญา..ขอยืนยัน จะคงมั่น..ฉันเพื่อนเธอ